ข่าว:


0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้


Webmaster

  • ผู้ก่อตั้ง แม่นมาก.com
  • Administrator
  • Cool Member
  • *******
  • แต้มรวม: 41
  • กระทู้: 310
  • จิตพิสัย : +0/-0
  • สมัครเมื่อ : 22/02/2013
    YearsYearsYearsYears

ตั้งแต่เกิดมา ผมยังไม่เคยเห็นใครเล่นการพนันเพื่อหวังรวยเพียงอย่างเดียวสักที นอกจากในตำราศีลธรรมและตำราเศรษฐศาสตร์

ผมเชื่อว่า 99% ของผู้เล่นการพนันรู้เท่ากับ เจเรอมี เบนธัม ว่า การพนันเป็นการประกอบการที่ไม่ได้ให้อัตถประโยชน์สูงสุด ตรงกันข้ามด้วยซ้ำกลับทำให้เสียอัตถประโยชน์ (disutility) อย่างมาก ทั้งด้านเวลาและทรัพย์สินเงินทองที่ต้องเสียไป

แม้กระนั้น เบนธัมก็ยังยอมรับว่า การพนันอาจให้อัตถประโยชน์ตอบแทนในรูปของความเพลิดเพลิน เพียงแต่เขาเห็นว่าไม่คุ้ม เพราะเราอาจหาความเพลิดเพลินได้จากการประกอบการอย่างอื่นอีกเยอะแยะ ที่ไม่เสียอัตถประโยชน์เท่ากับการพนัน

การรณรงค์ต่อต้านการพนันในแบบเรียนเด็ก จนถึงในทีวี และโดยองค์กรต่างๆ ก็ล้วนใช้คำอธิบายแบบเดียวกับนักปรัชญาสำนักอัตถประโยชน์นิยม หรือมิฉะนั้นก็อาจใช้คำอธิบายทางศาสนา เช่น หากเป็นพุทธก็ถือว่าการพนันเป็น "อบายมุข" คือเป็นกิจกรรมที่กำลังบ่ายหน้าไปสู่นรก ถ้าเป็นคริสต์ ตัวความเพลิดเพลินทางเนื้อหนังมังสานั่นแหละคืออันตราย เพราะไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง

แต่ผมออกจะเชื่อจากประสบการณ์ตนเองว่า การพนันให้อะไรแก่นักพนันมากกว่าความเพลิดเพลิน ซ้ำสิ่งที่ได้มานั้นก็มีความสำคัญแก่เขามากกว่าความเพลิดเพลินด้วย (แม้ว่านักพนันมักอธิบายกิจกรรมของตนว่าให้ความเพลิดเพลินอย่างมากก็ตาม)



เพื่อนผมคนหนึ่ง จบปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์ ชอบเล่นโป๊กเกอร์มาก ขนาดยอมใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนในวันหยุดบนโต๊ะพนันได้ ผมคิดว่าเขาคำนวณเรื่องอัตถประโยชน์สูงสุดได้ในพริบตา เขาเคยบอกผมว่า การพนันไม่ทำให้ใครรวย แต่ในเงื่อนไขการเล่นแบบเขา คือเล่นกันเฉพาะในหมู่เพื่อนฝูง ก็ไม่ทำให้ใครจน (ลงไปกว่าเดิม) เหมือนกัน เพราะเงินจะไหลเวียนผ่านมือกันไปมา เนื่องจากไม่มีใครชนะตลอด และไม่มีใครแพ้ตลอด จึงไม่มีใครได้ตลอด และไม่มีใครเสียตลอด

เขาบอกว่า ข้อที่ทำให้เสียเงินไม่ได้อยู่บนโต๊ะโป๊กเกอร์ แต่อยู่ที่หลังเลิกเล่น แล้วผู้ได้มักพากันออกไปเลี้ยงอาหารหรือเที่ยวไนต์คลับกันต่อด้วยเงินกำไรจากการเล่น ตรงนี้ต่างหากที่การพนันทำให้ "เสีย" (ทรัพย์) แต่นี่ก็เป็นการเพิ่มอัตถประโยชน์ด้านความเพลิดเพลินลงไปแก่การพนัน ซึ่งนักเล่นในวงของเขาล้วนอยู่ในฐานะจะ "ซื้อ" ได้

เวลาที่ถูกเพื่อนฝูงนอกวงพนันโจมตีนิสัยชอบเล่นโป๊กเกอร์ เขายังมีคำอธิบายที่มากกว่าความเพลิดเพลินด้วย และมักย้ำเรื่องนี้อยู่ทุกครั้ง นั่นก็คือโป๊กเกอร์ทำให้รู้เท่าทันคน เล่นโป๊กเกอร์กันไม่กี่ตา ก็รู้นิสัยใจคอของผู้เล่นแล้ว รู้ว่าควรคบหากับคนนั้นในระดับไหน คนไหนใจกว้าง ใจแคบ ซื่อสัตย์ เห็นแก่ได้ เหลาะแหละหรือมั่นคง ฯลฯ ก็ล้วนเห็นได้จากวงโป๊กเกอร์

น่าประหลาดที่เขาเป็นคนมีเพื่อนหลายระดับมาก เพื่อนสนิทของเขากลับไม่ใช่คนที่อยู่ในวงโป๊กเกอร์ซึ่งออกเที่ยวเตร่กันบ่อยๆ ส่วนที่อยู่ในวงโป๊กเกอร์ด้วยกัน มีทั้งที่มึงมาพาโวยต่อกัน และที่ทักทายกันเป็นปรกติตามมารยาท

เขาเป็นคนที่มีวุฒิภาวะทางมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยมที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นคนมา คบกันมาหลายสิบปี ผมยังไม่เคยเห็นเขาทะเลาะกับใครสักคน แม้เขาจะสามารถแจกแจงนิสัยเลวๆ ของบางคนได้อย่างกระจ่างแจ้ง และความมีวุฒิภาวะทางสังคมนี่เองที่เป็นความหมายแห่งชีวิตของเขา ส่วนหนึ่งก็ได้มาจากโต๊ะพนันที่เขาสิงสู่อยู่บ่อยๆ นั่นเอง



เพื่อนรุ่นพี่อีกคนหนึ่ง เป็นคนธรรมะธัมโมจนเป็นที่รู้ทั่วกัน แต่เขาชอบแทงม้า เขาอาจเป็นนักพนันคนเดียวที่ผมรู้จักซึ่งเล่นพนันเพื่อเอากำไร หากขาดเหลือเงินทองเมื่อไร เขาจะเข้าสนามม้าและพกกำไรมากบ้างน้อยบ้างกลับไปทุกที เพราะเขาสอนผมว่า คิดจะเล่นม้า อย่าได้รักม้าเป็นอันขาด แต่เขาก็เลือกแทงตัวที่ชนะได้บ่อยมากจนจำชื่อของมันไม่ได้

ผมเคยไปเล่นม้ากับเขา และสังเกตเห็นว่า เมื่อเขาไปแทงเสร็จเขาก็จะกลับมานั่งยิ้มกริ่มเฉยๆ ไม่มีอาการลุ้นหรือลิงโลดเมื่อม้าตัวที่เขาแทงวิ่งนำ เสร็จก็ไปรับเงิน แล้วก็แทงรอบใหม่

บุคลิกทั้งหมดนี้เป็นบุคลิกที่แท้จริงในชีวิตของเขา เนื่องจากเขาแสดงตัวเสมอมาว่า ได้ผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชน ก่อนจะกลายเป็นพุทธศาสนิกที่เข้าถึงธรรม รู้เท่าทันทุกอย่างและทุกคนจนไม่มีอะไรที่ผิดคาด ล้วนเป็น "ตถตา" ทั้งนั้น

การพนันจึงไม่ใช่การประกอบการโง่ๆ ของคนไร้เหตุผล แต่ก็เหมือนการกระทำอีกมากในชีวิตคน การพนันเป็นการให้ความหมายแก่ชีวิต แต่เป็นชีวิตของปัจเจกบุคคล ซึ่งเลือกจะให้ความหมายในวิถีทางที่แตกต่างกัน



ปรมาจารย์ทางสังคมศาสตร์คนหนึ่งคือ แมกซ์ เวเบอร์ บอกว่า การให้ความหมายคือสิ่งที่มนุษย์ทำอยู่ตลอดเวลา เพราะความหมายเหล่านี้ ย่อมกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ในทุกด้าน ที่เราเรียกว่าวัฒนธรรมก็คือตัวความหมายนี้เอง

ก่อนจะถึงยุคสมัยใหม่ ความหมายของตัวตนแต่ละคน มักรับเอามาจากความหมายที่สังคมกำหนดขึ้น แต่สังคมสมัยใหม่เปิดให้ปัจเจกบุคคลแต่ละคนสามารถกำหนดความหมายของตนได้กว้างขวางขึ้นอย่างมาก เราจึงมีคนสูบบุหรี่-ไม่สูบบุหรี่, กินเหล้า-ไม่กินเหล้า, เล่นการพนัน-ไม่เล่นการพนัน, ตลอดจนถึงมีเมียอ้วน-เมียผอม, ขี่รถเบนซ์หรือบีเอ็ม, ผูกไท้-ไม่ผูกไท้ ฯลฯ เพื่อให้ความหมายแก่ชีวิตของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน

เล่นการพนันก็เป็นการให้ความหมายแก่ชีวิตอย่างหนึ่ง ซึ่งบางคนเลือกใช้ และบางคนไม่เลือกใช้

เพื่อจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้น ต้องหันกลับไปดูการเล่นพนันในสังคมจารีต เช่น การตีไก่ในบาหลี (Clifford Geertz, "Deep Play : Notes on the Balinese Cockfight") ถูกเปรียบเทียบกับการแสดงละคร เพื่อย้ำสถานภาพทางสังคมแก่คนในชุมชนทั้งหมด

การพนันที่ชาวบ้านในสังคมจารีตเล่น มักให้ความหมายหรือย้ำความหมายที่สังคมนั้นยึดถือ (ไม่นับบ่อนเบี้ย ซึ่งมีเฉพาะในเขตเมือง) การตีไก่, ชนงัว, ชนกว่าง ฯลฯ ก็น่าจะมีความหมายทางสังคม หากได้ศึกษาตามแนวนี้

ในงานเทศกาลบางอย่าง การพนันยังเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมที่ขาดไม่ได้ด้วย ผมจำได้ว่าตรุษจีนก็ต้องมีการพนัน เฉพาะในบ้านผม พ่อมักจะเป็นเจ้ามือ ลูกๆ มีเงินแต๊ะเอียเล่นไพ่ป๊อก แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้เสียเงินไป เพราะในที่สุด พ่อก็มักแจกกำไรคืนลูกๆ ผมไม่ทราบว่าในชุมชนจีน การพนันมีบทบาทอะไรอีกบ้าง แต่รู้เห็นว่าการรวมญาติในช่วงนี้มักลงเอยที่ไพ่นกกระจอก

อย่างน้อยในบ้านผม การพนันสอนให้เรารู้บทบาทของพ่อ และพี่น้อง เพราะเมื่อแจกเงินคืน พ่อจำไม่ได้ว่าใครเสียไปเท่าไร ท่านก็มักแจกกลับเท่าๆ กัน ต้องมีคนได้กำไรและขาดทุนในหมู่พี่น้องแน่ แต่นั่นก็คือการบอกให้รู้ถึงระดับความสัมพันธ์ฉันพี่น้องที่เป็นความหมายซึ่งเราต้องเรียนรู้และรับ



เทศกาลไทยเช่นสงกรานต์ในภาคกลาง ก็มีการเล่นพนันกันเช่นเดียวกัน แต่ผมไม่มีประสบการณ์พอจะวิเคราะห์ได้ว่าเป็นการให้ความหมายแก่ชีวิตของชุมชนอย่างไร เพียงแต่แน่ใจว่าไม่ใช่การเล่นพนันเพื่อหาอัตถประโยชน์สูงสุดแก่ปัจเจกบุคคล ต้องเป็นส่วนหนึ่งของการให้ความหมายแก่ชีวิตชุมชน

แม้แต่เด็กที่ชอบแทงบอล ผมก็สงสัยว่า นอกจากหนี้สินที่หมุนวนอย่างไม่รู้จบจนทำให้เลิกไม่ได้แล้ว อีกส่วนหนึ่งคือการให้ความหมายแก่ชีวิตของพวกเขา ผมเคยสังเกตนักศึกษาที่นั่งกินกาแฟอยู่โต๊ะข้างๆ คุยกันเรื่องแทงฟุตบอล ผมเห็นคนที่แทงได้คุยฟุ้งเรื่องฟุตบอลอังกฤษ อย่างที่เพื่อนฝูงพากันสยบยอม ถ้าเขาคุยฟุ้งเรื่องแคลคูลัสจนเพื่อนสยบยอม ใครๆ ก็คงยกย่องสรรเสริญว่าเขามี "ความรู้" มาก แต่ไม่มีใครเห็นว่าเรื่องฟุตบอลอังกฤษเป็น "ความรู้" เหมือนกัน ชีวิตของนักศึกษามหาวิทยาลัยจะมีความหมายได้อย่างไร ถ้าไม่มี "ความรู้"

ตกลงเรากำลังเห็นแย้งกันเรื่องพนัน หรือเรื่องอะไรคือ "ความรู้" กันแน่ครับ

เช่นเดียวกับคนแทงหวย ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียว เพราะพวกเขาใช้เวลาเพื่อคุยกันเรื่องหวยได้นานๆ ต่างก็มีวิธีที่เชื่อว่าเด็ดๆ ในการเก็ง ตลอดจนการเข้าถึงพระอาจารย์ชื่อดัง ทั้งหมดนี้ล้วนมีความหมายมากกว่าเงินทั้งนั้น



ในโลกปัจจุบัน เราทั้งหมดต่างสมาทานหลักการของสำนักอัตถประโยชน์นิยมว่าด้วยการพนันกันหมด จึงมักมองการพนันว่าเป็นการประกอบการของคนโง่ ไม่ได้ทำความเสียหายแก่ผู้เล่นพนันเท่านั้น แต่ทำความเสียหายให้แก่สังคมโดยรวมด้วย บ้างก็เห็นว่าการพนันเป็นธรรมชาติมนุษย์ แต่เป็นธรรมชาติที่ต้องกดไว้ แม้ต้องปล่อยให้ระเหยออกมาบ้าง ก็ต้องคุมที่ปล่อยให้ดี

การต่อต้านการพนันจึงอยู่ที่ทำโทษคนเล่นการพนัน คิดตามสำนักอัตถประโยชน์นิยม คือทำให้ดุลของอัตถประโยชน์ยิ่งต่ำลง นอกจากเสียเงินเสียเวลาแล้วยังอาจถูกศาลสั่งปรับได้อีก

แต่ถ้าคิดจากแง่มุมว่า การพนันคือการให้ความหมายแก่ชีวิตของบางคน การรณรงค์ต่อต้านการพนันคือการแย่งชิงความหมายครับ

พุทธศาสนาเคยแย่งชิงความหมายด้วยการนิยามว่าการพนันเป็นอบายมุข สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง เพราะคนไทยก็ยังตีไก่ กัดปลาต่อไป เพื่อให้ความหมายแก่ชีวิตในกรณีอื่นๆ ยิ่งกว่านั้นความหมาย "อบายมุข" อาจมีพลังในสังคมปัจจุบันน้อยลงเสียแล้ว จะรณรงค์ต่อต้านการพนันก็ต้องสร้างความหมายใหม่ และยัดเยียดความหมายนี้ลงไปยังคนให้กว้างขวาง

แต่อย่านึกว่าจะสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ สังคมที่มีสำนึกปัจเจกสูงอย่างปัจจุบัน ไม่มีความหมายอะไรที่เหมาะกับชีวิตทุกชีวิตหรอกครับ

มีชีวิตของปัจเจกบางคนในบางเงื่อนไขที่การพนันยังให้ความหมายต่อชีวิตของเขาได้อยู่นั่นเอง



อย่างไรก็ตาม การแย่งชิงความหมายต่างหากคือหัวใจสำคัญที่สุดในการต่อต้านการพนัน ไม่ใช่ห้ามสร้างบ่อนไก่ใกล้วัดและโรงเรียน (อันเป็นเวทีของการสร้างและให้ความหมายที่ใหญ่ที่สุด) ไม่ใช่ยกเลิกโครงการหวยออนไลน์ หรือไล่จับคนเดินโพยหวยเถื่อน

อันที่จริงความสำเร็จในการรณรงค์ต่อต้านบุหรี่ ไม่ได้มาจากกฎหมายและราคาบุหรี่ เท่ากับการแย่งชิงความหมายของบุหรี่--จากเครื่องมือการผ่อนคลายอารมณ์ที่ง่ายที่สุด และเป็นส่วนตัวที่สุด สามารถทำได้โดยเปิดเผย (ในขณะที่การบำบัดความใคร่ด้วยตนเองทำอย่างนั้นไม่ได้) กลายเป็นการกระทำที่เป็นอันตรายต่อตนเอง, ครอบครัว และสังคม

ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ การวางอำนาจบาตรใหญ่รังแกคนสูบบุหรี่เสียอีก ที่ทำให้สิงห์ขี้ยา (อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งละ) ที่รู้สึกว่าต้องสู้ให้ถึงที่สุด จนกว่าชีวิตจะหาไม่



นิธิ เอียวศรีวงศ์
(ที่มา:มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 19-25 เมษายน 2556 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1705)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1366693579&grpid=03&catid=50&subcatid=5000


:1innocent:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 06, 2013, 11:34:24 PM โดย Webmaster »
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ แม่นมาก.com โดยการเลิกทานเนื้อวัว รอรับบุญกุศล และซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล
M88.com 36BOL.com Fun88.com หนึ่งแปดแปดเบ็ท.com 12BET.com W88.com HappyLuke.com Vwin.com 138.com RB88.com EMPIRE777.com

บุคคลทั่วไปไม่สามารถให้คะแนนได้:(
point 0 แต้ม
กระทู้นี้ยังไม่เคยได้รับคะแนน